Mercedes-Benz GLE 500e 4 Matic เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด มอบประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้น

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และมร. ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเปิดตัว Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC

 

              บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัว Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีที่รวมความแข็งแกร่งและความสง่างามอย่างที่สุดไว้ในหนึ่งเดียว ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่มอบความประหยัดและลดมลพิษ แต่ยังคงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ 2 ดีไซน์ ได้แก่ GLE 500 e 4MATIC Exclusive  และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic 

GLE 500 e 4MATIC Exclusive

 

             ภายนอกที่มอบความโดดเด่น ด้วยลายเส้นสวยคมสะดุดตา กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียมแบบ 2 แถบ พร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง, กันชนด้านหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยโครเมียม, เส้นสายหลังคาถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย, ขอบหน้าต่างแบบโครเมียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, บันไดข้างสเตนเลสดีไซน์สปอร์ต พร้อมปุ่มยางกันลื่น โดย GLE 500 e 4MATIC Exclusive จะมาพร้อมกับล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว สี Himalayas grey

GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic

 

               ส่วน GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic จะเพิ่มลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 20 นิ้ว สี titanium grey, ชุดแต่ง AMG bodystyling ที่บริเวณกันชนหน้า-หลัง, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า รวมถึงเพิ่มความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้า (Electric panoramic sliding glass sunroof)

แผงคอนโซลของ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic

 

               ภายในห้องโดยสารที่ยังคงเน้นความหรูหรา สง่างาม แต่แฝงกลิ่นอายความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับด้านบนของคอนโซลหน้า และด้านบนของแผงหุ้มประตูหุ้มด้วยหนัง Artico, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบผ่อนแรงและปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ, ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์(Push start), ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATIC แบบ 2 โซน และระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth โดยในรุ่น GLE 500 e 4MATIC Exclusive ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง และมาพร้อมระบบมัลติมีเดีย อย่าง วิทยุซีดี MB Audio 20

พื้นที่โดยสารแถวหลัง (หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ มีเฉพาะในรุ่น GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic เท่านั้น)

 

                  ส่วน GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic จะตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบ COMAND Online, ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon® Logic 7® และ  ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apply CarPlay™)  

พื้นที่บรรทุกสัมภาระท้าย

 

                นอกจากนี้ห้องโดยสารภายในของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น พร้อมเพิ่มสุนทรียศาสตร์แห่งการขับขี่ด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 3 สี

ชุดเครื่องยนต์ V6 ทวินเทอร์โบ

 

               GLE 500 e 4MATIC ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ กระบอกสูบ 2,996 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 333 แรงม้า และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 116 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที แรงบิด 480 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-4,000 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 245 กม/ชม.

ช่องเสียบปลั๊กและสายชาร์จ

 

               ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS แบบ DIRECT SELECT พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย พร้อมด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ไว้ที่ใต้เพลาขับด้านหลัง ซึ่งมีระบบหล่อเย็นจากน้ำ และฝาป้องกันการกระแทกที่ผลิตจากแผ่นโลหะปิดทับไว้ อีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ ได้รับความปลอดภัยสูงสุด โดยแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือ EV เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 30 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม.

*อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน และ อัตราการปล่อย CO2 อ้างอิงจากการทดสอบตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปเพื่อจุดประสงค์ในการเปรียบเทียบความแตกต่างของรถยนต์ในแต่ละประเภทเท่านั้น ไม่สามารถนำไปอ้างอิงกับรถยนต์คันใดคันหนึ่งโดยเฉพาะและไม่สามารถนำไปใช้เป็นข้อผูกมัดในการเสนอขายสินค้าได้

จอแสดงข้อมูลการปรับเปลี่ยนโหมดไฮบริด

 

               Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC ยังสามารถเลือกโหมดการทำงานของระบบ Plug-In HYBRID  ได้ถึง 4 รูปแบบประกอบด้วย

  • HYBRID:  รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนในกรณีที่กระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20% และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวทันที
  • E-MODE: สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ (ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว)ได้จนถึงความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทางสูงสุด 30 กิโลเมตรโดยไม่มีการคายไอเสีย (ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้) หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใด เครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที
  • E-SAVE: เป็นระบบที่ควบคุมกระแสไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ high-volt ในขณะนั้นจะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น 
  • CHARGE: การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยแบตเตอรี่ high-volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเลยเพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่องแรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในแบตเตอรี่และจะมีการแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ

ระบบปรับโหมดขับขี่

 

               นอกจากนี้ Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC มาพร้อมกับระบบ Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่ 5 แบบ ได้แก่

  • Individual ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้
  • Comfort ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน
  • Slippery เหมาะกับการวิ่งบนถนนที่ลื่น
  • Sport และ Sport+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น

ไฟหน้า LED Intelligent Light System พร้อมไฟ LED Daylight

 

               ทางด้านระบบความปลอดภัย ที่ผสานความสะดวกสบายและความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเรียกว่าระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุดภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมฟังก์ชัน Electronic Traction System 4ETS
  • ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system
  • โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP)
  • ระบบกันสะเทือนแบบ AIRMATIC
  • ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง  (Crosswind assist)
  • ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-start Assist
  • ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light)
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Acceleration skid control –ASR)
  • ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST)
  • ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC)
  • เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC)
  • ระบบ ช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist)
  • เป็นต้น

คุณชมพู่ อารยา เอ. ฮาร์เก็ต แบรนด์แอมบาสเดอร์เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)

 

               นอกจากเปิดตัวรถใหม่แล้ว ทาง Mercedes-Benz ได้เผยวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Mercedes-Benz electric Driving โดยการนำเสนอแคมเปญการตลาด DEFINE TOMORROW พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเรื่องล่าสุด “Loopbreaker” นำโดย คุณชมพู่ อารยา เอ. ฮาร์เก็ต แบรนด์แอมบาสเดอร์เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) นำแสดงภายใต้การกำกับของผู้กำกับมือทอง อย่าง คุณเป็นเอก รัตนเรือง เพื่อถ่ายทอดนิยามใหม่ของ ยนตรกรรม Mercedes-Benz electric Driving ทั้งใน ด้านนวัตกรรมอันล้ำสมัย (Innovations), ด้านสมรรถนะอันทรงพลัง (High Performance), ด้านเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (electric Drive) เพื่อตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านนวัตกรรมยานยนต์ ที่เพียบพร้อมทั้งเทคโนโลยีอันทันสมัย, นวัตกรรมลดมลพิษ, สมรรถนะที่เต็มเปี่ยม และคุณภาพของตัวรถที่แสดงถึงความหรูหรา มีระดับ

 

              Mercedes-Benz GLE 500 e 4MATIC ได้เผยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้งสองรุ่น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • GLE 500 e 4MATIC Exclusive ราคา 4,490,000 บาท
  • GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic ราคา 4,990,000 บาท

 

               ข่าวอื่นๆ ของ Mercedes-Benz

-Mercedes-Benz เผยแผนการเปิดตัวรถใหม่ในช่วงปี 2017

-Mercedes-Garia รถกอล์ฟอเนกประสงค์ที่หรู - ล้ำ จนแทบอยากสัมผัสด้วยตาคุณเอง

-Mercedes-Benz GLE 2016 คว้าคะแนนความปลอดภัยระดับสูงสุด (TSP+) จาก IIHS

-Mercedes-Benz เผยเทคโนโลยีระบบล้างยางล้อรถ เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ใช้งานได้ดีกว่าเดิม

-Mercedes-Benz GLC F-CELL รถไฮโดรเจนปลั๊กอินไฮบริด เตรียมเป็นเจ้าของได้ในปีนี้

boytaku boxza
เขียนโดย: boytaku boxza
เมื่อ: 4 สิงหาคม 2559 - 10:15

ข่าวที่ใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

ติดตามข่าวสารจาก Jarm.com

หน้าต่างนี้จะปิดใน 30 วินาที ปิดหน้าต่างนี้