Lamborghini Urus ซูเปอร์เอสยูวีที่พร้อมลุยตลาดและลุยถนนในเมืองไทย 26 พฤศจิกายนนี้

 

          Lamborghini Urus เป็นซูเปอร์ SUV ที่คนทั้งโลกต่างจับตามองในฐานะรถอเนกประสงค์ตัวแรงรับกระแสตลาดรถเอสยูวี ซึ่งในเวลานี้ทาง Lamborghini Bangkok โดย บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) ประกาศเตรียมเปิดตัว Lamborghini Urus ซูเปอร์ SUV รุ่นใหม่ล่าสุด ในประเทศไทย 26 พฤศจิกายนนี้ พร้อมให้แฟนๆ ชาวไทยได้สนุกกับการผจญภัย และความสปอร์ตโดดเด่นด้วยบุคลิกอันดุดันพร้อมสะกดสายตาผู้คนโดยรอบ

 

          Lamborghini Urus ซูเปอร์เอสยูวีที่สืบทอดตำนานรถอเนกประสงค์จาก LM002 โดยได้ใส่ DNA ความเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์คาร์แบรนด์กระทิงดุสมัยใหม่เอาไว้เต็มเปี่ยม อาทิ ไฟหน้าทรงเรียวยาวพร้อมไฟ LED Daylight รูปทรง Y วางนอน กระจังหน้าพร้อมช่องดักลมทรงรังผึ้งขนาดใหญ่, เส้นสายฝากระโปรงและตัวถังที่ดุดัน ชัดเจน, แนวหลังคาลาดท้าย, หน้าต่าง frameless, ไฟท้าย LED รูปทรง Y วางนอน, ท่อไอเสียคู่, ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว มาตรฐาน แต่สามารถเลือกขนาด 22 และ 23 นิ้วได้ เป็นต้น 

 

           ด้านภายในก็ได้ใส่กลิ่นอายของซูเปอร์คาร์รุ่นพี่ๆ เน้นรูปทรงหกเหลี่ยมที่ให้ความสปอร์ตดุดัน พร้อมวัสดุตกแต่งที่มอบความสปอร์ตเต็มเปี่ยม ด้านออพชั่นภายในจะได้รับทั้งมาตรวัดดิจิตอล TFT จอสี, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อมระบบลดสั่นสะเทือน, เบาะนั่งปรับไฟฟ้า 12 ตำแหน่ง, เบาะหลังสามารถพับเพื่อขยายความจุพื้นที่ห้องสัมภาระท้ายจาก 616 ลิตรเป็น 1,596 ลิตร ส่วนระบบความบันเทิง มาพร้อมกับระบบอินโฟเทนเมนต์ LIS รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้ง Apple CarPlay หรือ Android Auto พร้อมลำโพง 8 ตัว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเลือกแพ็คเกจลำโพงระดับไฮเอนด์จาก Bang & Olufsen ขนาด 1,700 วัตต์ ได้ ด้านระบบความปลอดภัยที่เผยในเวลานี้ ประกอบไปด้วยปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ (High Beam Assistant), เซ็นเซอร์ช่วยจอด ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุ PreCognition ฯลฯ

 

           ขุมพลังของ Lamborghini Urus ใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้สมรรถนะสูงสุด 650 แรงม้า แรงบิด 850 นิวตัน-เมตร รีดอัตราเร่งจาก 0 - 100 กม./ชม. ที่ 3.6 วินาที กับ 0 - 200 กม./ชม. ที่ 12.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. จับคู่ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ควบคุมโดยระบบไฮดรอลิก พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่ได้เสริมระบบขับเคลื่อนล้อหลังจาก Aventador S เพื่อให้สามารถกระจายแรงบิดล้อคู่หน้าได้สูงสุดถึง 70% และแรงบิดล้อคู่หลังสูงสุด 87% ร่วมกับพวงมาลัยที่สามารถปรับน้ำหนักตามความเร็วรถได้ สำหรับโหมดขับขี่มาตรฐาน จะมีด้วยกัน 6 โหมด ได้แก่ Strada, Sport, Corsa โดยทั้ง 3 โหมดนี้ จะรองรับสำหรับถนนทางเรียบ ส่วน Neve (หิมะ), Terra (off-road) และ Sabbia (พื้นทราย) จะเซ็ตช่วงล่างสำหรับรองรับถนนรูปแบบต่างๆ นอกจาก 6 โหมด ที่กล่าวข้างต้นนี้ ยังมีโหมด Ego ซึ่งเป็นแพ็คเกจพิเศษให้ลูกค้าซื้อเพิ่มด้วย 

 

          เตรียมพบกับซูเปอร์เอสยูวีที่คนทั้งโลกอยากจะสัมผัสสักครั้งในชีวิตอย่าง Lamborghini Urus ให้แฟนๆ ชาวไทยได้ครอบครองกัน  26 พฤศจิกายนนี้ 

boytaku boxza
เขียนโดย: boytaku boxza
เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2561 - 17:30

ข่าวที่ใกล้เคียง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook